Pages

Saturday, 28 February 2015

[RP] Side Story 1: เริ่มต้นผจญภัย

Side Story of Shirley Southsea [EXPIV]
Characters: Iggy, Shirley
Special Thanks to: ผปค.อิกกี้ *โค้ง ๆ*






Side Story:



(1)

เริ่มต้นผจญภัย



เจ้าเชื่อว่าคนบนโลกนี้มีอยู่สองประเภท – คนแห่งแผ่นดินกับคนแห่งทะเล และมันไม่ได้เกี่ยวกันว่าคนเหล่านั้นต้องอยู่บนดินหรือบนทะเล มันเกี่ยวกับบุคลิก เกี่ยวกับท่าทาง เกี่ยวกับกลิ่นอายและสัมผัส เกี่ยวกับวิธีที่ชาวทะเลเดินบนดิน และวิธีที่ชาวบกร่ายรำบนทะเล ยากนักที่เจ้าจะบรรยายได้ว่าคนทั้งสองประเภทต่างกันอย่างไร เจ้าเพียงแต่ซึมซับ มันคือการก้าวไปสู่บทสรุปอย่างรวดเร็วเกินควร จนอาจเสียมารยาทต่อผู้อื่น แต่อย่างน้อยในคราแรกที่สนทนากับใคร... การสรุปเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่าคนผู้นั้นเป็นชาวทะเลหรือชาวบกก็คงไม่ทำอันตรายอะไร—ไม่อันตรายกระมัง

อิกกี้เป็นคนแห่งทะเล

เจ้ามิได้คิดแบบนั้นตั้งแต่แรกเห็นเขาดอก และไม่ได้คาดคิดว่าเขาจะเดินสายอาชีพของเขาอยู่บนทะเลด้วย เขาเพียงแต่ไม่มีลักษณะของคนที่จะเลือกแผ่นดินผืนเดียวเป็นของตัวเอง เขาดู... มีกลิ่นอายของชาวพเนจร

เจ้าพบอิกกี้เป็นครั้งแรกที่ร้านหนังสือ

เจ้าเดินอย่างระวังตอนเข้าไปตรงแผนกชั้นวางที่ค่อนข้างแคบ พยายามไม่ให้ขวานเล่มโตที่เหน็บไว้บนหลังโดนอะไร ก่อนจะหยิบหนังสือจากแผนกหนังสือเข้ามาใหม่ ระหว่างที่กำลังยืนเปิดอ่านอยู่นั้นเอง เจ้าก็เหลือบเห็นบุรุษแว่นตากลมคนหนึ่งเข้ามาในร้านจากหางตา ลักษณะเหมือนชาวลาเอล

—คนบนบกมีอยู่สองประเภทสำหรับเจ้า บนดินกับบนทราย เมื่อแรกเห็นเจ้านึกภาพว่าหากเขาเป็นชาวบก เขาก็คงเป็นคนบนทราย คงไม่เป็นไรหากจะชวนคุยคนบนทราย ใช่ว่าเจ้าจะพบชาวลาเอลที่ให้กลิ่นอายของทะเลทรายบ่อยนัก

เจ้าเอ่ยถึงหนังสือออกใหม่ในมือเจ้า คุยไปเพียงครู่เดียวเจ้าก็เริ่มหาข้อสนทนาไปเรื่อย “ท่านชอบอ่านหนังสือแนวใดฤา”

“นิยาย บทกวี วิชาการ ประวัติศาสตร์ อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เรื่องลี้ลับ มันไร้สาระ” เขาตอบ เปิดผ่านหน้าหนังสือในมือ ก่อนจะเก็บมันเข้าชั้นแล้วหยิบเล่มใหม่มา

“ข้าก็ไม่ชอบเรื่องลี้ลับเป็นพิเศษเหมือนกัน แต่กำลังอยู่ในช่วงที่อยากอ่านบทกวี... ท่านเป็นคนในเมืองนี้หรือ” เจ้าถาม

“อ้อ เปล่า ข้าแค่คนทำธุรกิจที่ผ่านมา” ชายสวมแว่นที่ดูคล้ายจะมาจากทะเลทรายนั้นปิดหนังสือลง ก่อนจะหันมามองหน้าเจ้า พลางว่า “เดี๋ยวข้าก็ไปแล้ว”

ไม่ใช่คนของซิมาฟ? นักเดินทาง?

เจ้าแสดงอาการสนอกสนใจ “ธุรกิจแบบที่… ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป อะไรแบบนั้นหรือ ท่านอยู่ระหว่างการเดินทาง?”

“ถามมากจังนะนี่? ไม่เห็นเหรอว่าข้าเลือกของอยู่”

“อา ขออภัย ข้าเพียงแต่กำลังหางานใหม่อยู่น่ะ อยากเดินทางด้วย” เจ้าหันหลังไปเลือกหนังสือต่อ ส่งผลให้ขวานฟาดขาอีกคนโดยไม่ทันตั้งใจ

"เฮ้ย! ระวังหน่อยสิวะ!"

เจ้ากระโดดสั้น ๆ ถอยออกมา “โอ๊ะ… ไม่ทันเห็น เจ้านี่มันเทอะทะหน่อย แต่ข้าก็ขาดมันไม่ค่อยได้ เดี๋ยวจะรู้สึกว่าหลังโล่ง ๆ ไปหน่อย”

เขาจิ๊ปากก่อนจะหันไปเลือกหนังสือต่อ พวกเจ้าเงียบกันไปพักใหญ่ ก่อนจะได้เอ่ยปากคุยกันอีกครั้งระหว่างที่กำลังเดินออกจากร้านหนังสือ

“ซื้ออะไรน่ะ” เขาถาม พลางมองของในมือเจ้า

“หนังสือกวีเล่มหนึ่ง กับหนังสือที่พูดถึงเมื่อกี้ แล้วก็แผนที่ อันเก่าของข้ามันหลายปีมาแล้วเหมือนกันน่ะ ท่านล่ะซื้ออะไรบ้าง”

"ประวัติศาสตร์" เขาตอบ แล้วหยิบหนังสือในมือเล่มแรก เล่มสอง—"ประวัติศาสตร์" และเล่มสาม—"ประวัติศาสตร์"—ขึ้นมาให้ดูจนครบ ก่อนจะเอ่ยถามว่า “ทำไมถึงพกขวานเล่มใหญ่ขนาดนี้? มันไม่เกะกะรึ”

ตาเจ้าเคลื่อนมองตามหนังสือ “ก็เกะกะบ้าง แต่ข้าถนัดใช้ไปแล้ว อาวุธแบบนี้พอเอามาฝึกเหวี่ยงจนไม่มีปัญหาเรื่องความเร็วแล้วก็ใช้ได้ดีเยี่ยม… ถ้าสมมุติเจอกรณีที่โดนคนกลุ่มใหญ่หาเรื่อง หรือไปหาเรื่องกับเขา” เจ้าหลุดขำเล็กน้อย

ดูเหมือนว่าบางอย่างในคำตอบนั้นจะเพียงพอแก่การนำพาให้เขาเอ่ยชวนเจ้าไปคุยต่อกันที่อื่น ซึ่งเจ้าก็ตอบตกลงอย่างยินดี—เจ้าเบื่อหน่ายกับกิจกรรมอื่นในชีวิตประจำวันมานานเกินพอแล้ว การคุยกับคนแปลกหน้าและหน้าแปลกนับเป็นความคิดที่ดี

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ใส่ใจจะผูกมิตรกับเจ้า เพียงแต่ต้องการตัดพูดประเด็นอะไรก็ตามที่เขาคิดว่าจำเป็นเสียให้จบ ๆ  ครั้นสาวเท้าไปถึงตัวเมือง เขาก็ถามขึ้นว่า “เจ้าบอกว่ากำลังหางานอยู่ อยากได้งานแบบไหนรึ"

เจ้าเร่งฝีเท้าให้เดินเคียงข้างในระดับเดียวกันกับเขา ความเงียบเข้าแทรกระหว่างพวกเจ้าครู่หนึ่ง “ข้าอยากกลับสู่ทะเลอีก จะเป็นเนื้องานใดก็คงปรับตัวได้”

เขาส่งเสียงอืมในลำคอ “เจ้าเคยออกทะเลมาก่อน? กี่ปี? ทำงานตำแหน่งอะไรและให้ใคร?" เขาถามพลางเปิดหนังสือประวัติบุคคลสำคัญอ่านไปด้วย

เป็นอีกครั้งที่สายตาเจ้าเลื่อนไปตามหนังสือในมือของเขา “ถ้าพูดถึงช่วงที่เคยออกทะเลก็ 18 ปี” เจ้าตอบ “แต่ถ้าหมายถึงช่วงทำงานก็เป็นลูกเรือธรรมดามาเพียงแปดปีเท่านั้นแล” เจ้าเห็นเขาเปิดพลิกหน้ากระดาษไปเจอรูปชายหนวดเฟิ้ม ก่อนจะเบนสายตาไปมองหนทางข้างหน้าเมื่อตระหนักว่าอาจกำลังจ้องหนังสือในมือของเขานานเกินไป “ท่านทำงานที่ต้องออกทะเลอยู่หรือ”

"เจ้าตอบคำถามข้าให้ครบก่อนดีไหม"

ริมฝีปากเจ้ากระตุกยิ้ม เหลือบมองวิธีที่เขาอ่านหนังสือ นัยน์ตาของเขาเคลื่อนผ่านตัวหนังสือไปโดยใช้เวลาไม่นาน ก่อนที่มือของเขาจะพลิกไปหน้าถัดไป ดูเหมือนเขากำลังอ่านคร่าว ๆ อย่างรวดเร็ว

เจ้าพอจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับบุรุษผู้นี้ได้ ดังนี้:
1.      เขาคนนี้เป็นนักอ่าน และอ่านมามากเพียงพอที่จะเชี่ยวชาญการอ่านเร็ว
2.      ไม่ชอบให้คนผูกมิตร ไม่ไยดีการตีสนิท แต่ดูเหมือนจะพูดในสิ่งที่จำเป็นต้องพูด ทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ

“ข้าเคยอยู่อาศัยอยู่บนเรือโดยสารสิบสองปี” เจ้าเอ่ยตอบ “เป็นลูกเลี้ยงกัปตันน่ะ เส้นทางก็ไป ๆ กลับ ๆ แถว ๆ น่านน้ำที่สามถึงน่านน้ำที่หก แล้วออกมาท่องบนบกพักใหญ่ ก่อนจะได้ทำงานให้กัปตันแห่งเรือพาณิชย์ที่เน้นเดินทางไปกลับช่วงน่านน้ำที่หนึ่งกับที่หกนี่ล่ะ ท่านที่เป็นทั้งกัปตันและพ่อค้าที่ข้าทำงานให้ชื่อว่าคามิลเลียส เรือของเขามีนามเดียวกัน”

"เรือคามิลเลียส เคยได้ยินชื่อเหมือนกันแฮะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว เกิดอะไรขึ้นกับเรือลำนั้น”

3.      หูตาของเขาดูจะกว้างไกล ความทรงจำของเขาอาจจะดี

“พายุเข้า เรือล่ม—พวกเราก็รอดมาได้ส่วนหนึ่ง ธุรกิจของท่านคามิลเลียสสืบต่อไปในนามอื่น ท่านเคยได้ยินมาเพียงนามเรือ? คงไม่เคยได้ยินถึงผู้ที่เคยเป็นสมาชิกเรือนั้นเท่าใดนัก?”

“อา... ไม่... เจ้าดูผิดหวังนะ? ข้าขอโทษด้วย เจ้ารอดมางั้นสิ ทั้ง ๆ ที่เจอพายุจนเรือล่มมายังจะคิดกลับไปอีกงั้นหรือ?"

4.      เขาก็มีจังหวะที่สามารถพูดอะไรด้วยน้ำเสียงสัตย์จริงและทีท่าจริงใจได้อยู่เหมือนกัน

“แน่นอน”—เจ้าชี้ไปที่สุดถนนฝั่งโน้น—“ทุกครั้งที่ข้าอยู่บนดิน ข้ามองตรงไปแล้วพบว่าที่นี่ไม่มีอะไรให้ข้า ข้าไม่ต้องการแผ่นดินเป็นของตัวเองหรืออิสตรีที่จะตั้งรกรากด้วยกัน”—หัวเราะเฝื่อน ๆ—“ทางเท้าพาข้าไปไม่ไกลเท่าทะเล”

เขาส่งเสียงในลำคอเป็นเชิงรับรู้ระคนครุ่นคิดพิจารณา ก่อนจะปิดหนังสือแล้วหันมาหาเจ้า "ทุกอย่างที่เจ้าว่ามา" เขาชี้ไปทางสุดถนนฝั่งโน้น แล้วชี้กลับมาที่เจ้า “ข้าเข้าใจละ ทีนี้สามข้อที่จะทำให้เจ้าได้งาน: 1. เชื่อฟังกฎ 2. ศีลธรรมต่ำกว่าคนทั่วไป... ลักขโมยจี้ปล้นฆาตรกรรมหมู่ 3. ซื่อสัตย์ต่อกัปตันเรือ เจ้าทำได้ไหม" เขาว่าขณะนับนิ้วให้เจ้าดูไปพลาง ในขณะที่เจ้าพยายามนับสิ่งที่อยู่ในหัวของเจ้าเอง

5.      เขาดูเหมือนจะมีวิถีชีวิตที่ไม่จำกัดขอบเขตเรื่องศีลธรรม
6.      เขาเป็นโจรสลัด

เจ้าตอบอย่างไม่ลังเลว่าเชื่อว่าตนทำได้ ด้วยปรารถนาจะออกทะเลใจจะขาด โดยไม่ว่าอะไรหากจะไปเรียนรู้รายละเอียดเอาทีหลัง มันก็เสี่ยงอยู่—มิใช่ว่าเขาไม่ดูอันตราย แต่เจ้าก็มิใส่ใจความปลอดภัยของตนนัก ซ้ำยังพ่ายต่อความใคร่รู้เรื่อยไป อย่างน้อยก็ยังมิมีสิ่งใดเกี่ยวกับชายผู้นี้ที่ไม่ชวนติดตามมิใช่หรือ เจ้าถามเขาเรื่องกฎเพิ่มเติม ในท้ายที่สุดเขาก็สรุปว่าจะชี้แจ้งเรื่องกฎทั้งหมดให้ในภายหลัง (หากเจ้าได้เป็นลูกเรือล่ะก็ – เขาก็ไม่ได้เอ่ยออกมาตามตรง แต่มันก็แฝงอยู่ในบทสนทนา) เขาแนะนำตัวกับเจ้าในฐานะรองกัปตัน

7.      เขาเป็นทั้งผู้ตาม และผู้นำ

เจ้าก็อดไม่ได้ที่จะวกกลับมาตั้งข้อสังเกตที่เขาใช้คำว่า ‘ซื่อสัตย์’ กับกฎข้อที่สาม แต่แล้ว—

“มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรือเราเป็นวัดลอยน้ำลูกเรือทั้งลำเป็นฆราวาสถึงจะต้องคู่ควรกับค่ำว่าซื่อสัตย์” เขาตอกเจ้ากลับอย่างหงุดหงิด “หัวหน้าก็คือหัวหน้า คือผู้นำ... แค่นั้นก็พอ เจ้าต้องพร้อมรับใช้เขา นั่นคือสิ่งที่สำคัญ”

8.      เขาเห็นว่าความพร้อมในการรับใช้เป็นสิ่งสำคัญ
9.      เขามาจากเรือที่มีการมอบความซื่อสัตย์ให้กับผู้บังคับบัญชาสูงสุด
10.  อย่างน้อย ตัวเขาเองก็ท่าจะให้ความสำคัญกับการมอบความซื่อสัตย์ให้กับกัปตันเรือ
11.  กัปตันเรือของเขาอาจมีบางอย่างที่ควรค่าแก่การมอบความซื่อสัตย์ให้

“ข้าไม่ได้คิดว่ามันไม่คู่ควร แต่มันมีเรือมากมายที่ลูกน้องถูกกดขี่ให้จำยอมโดยไม่จำเป็นต้องมีความซื่อสัตย์” เจ้าหัวเราะแผ่วเบา “เอาล่ะ เอาเป็นว่าข้าพร้อมก็แล้วกัน” เจ้าผิวปากหวิว “รู้สึกอย่างกับไม่ได้รับใช้คนอื่นมานานแล้วแฮะ”

“ชอบรับใช้หรือ ก็ดีนะ” เขาพยักหน้า “ว่าแต่เจ้าชื่ออะไรนะ”

12.  เขาถามชื่อเป็นอย่างสุดท้าย เจ้ามองว่านั่นคือลักษณะของการไม่ผูกติด
13.  เจ้ามองว่า เขามีแนวทางการร่ายรำบนทะเลอย่างมีอิสระ

“เชิร์ล—” ควรบอกชื่อเต็มไหม “เชอร์ลีย์ เซาธ์ซี” ก็ใช่ว่าเจ้าจะมีชื่ออยู่ในรายชื่อราษฎร มันก็เป็นเพียงตัวตนลอย ๆ  “แล้วแต่ท่านจะเรียก... ท่านล่ะ—อ้อ แล้ว—นามของกัปตันท่านเล่า”

“ข้าอิกกี้ ส่วนกัปตันของข้า... ชื่อเดรญ่า จามาล”

14.  อิกกี้มีบางอย่างที่ชวนให้นึกถึงทะเลทราย แต่ไม่แห้งแล้งเท่า
15.  อิกกี้เป็นคนแห่งทะเล
16.  เดรญ่า—จากชื่อเสียงกระฉ่อนแห่งดูมดอว์นแล้ว—เขาเป็นเสมือนพายุอันโกรธกริ้ว พายุแห่งอำนาจ และอิกกี้ก็ติดตามพายุแห่งความโกรธาและอำนาจ

เจ้าชะงักฝีเท้า กะพริบตาปริบ “เดรญ่าผู้นั้นน่ะหรือ” เจ้าฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว พลางโค้งสวย ๆ ให้โดยเลียนแบบท่าของสตรีผู้ดี “ฝากตัวด้วยแล้วกัน อิกกี้”

อิกกี้หลุดขำออกมานิดหน่อย "ทะลึ่งนักเชอร์ลีย์ ข้าจะออกเดินทางพรุ่งนี้แล้ว เจ้ามีเวลาเก็บของหนึ่งคืน ขอโทษที่ต้องรวบรัด"

17.  โอ้ เขาหัวเราะได้
18.  และขอโทษได้ด้วย

“โอ ข้าสามารถทะลึ่งกว่านี้มาก” เจ้าไหวไหล่ รอยยิ้มขำระบายอยู่บนใบหน้า

พวกเจ้านัดเวลาและสถานที่จะพบกันในวันถัดไปคร่าว ๆ  ก่อนที่อิกกี้ก็สรุปว่า “ข้าจะพาเจ้าไปพบกัปตันพรุ่งนี้ แต่เจ้าจะได้ขึ้นเรือไหมก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาชอบเจ้าหรือเปล่า เพราะงั้นทำตัวดี ๆ ล่ะ”

“โอ๊ะโอ่...  ย่อมได้ ข้าจะเตรียมใจรอดูผลแล้วกัน พบกันก่อนเที่ยงยาม ว่าแต่—จะมีคำใบ้ให้ไหมขอรับว่าท่านเดรญ่าชอบคนทำตัวแบบใด ท่านรองกัปตัน”

“ดูจากข้าแล้วเจ้าคิดว่าเขาเป็นคนแบบไหนล่ะ" อิกกี้หัวเราะหึ ๆ  “อีกอย่างเขาเป็นคนเลี้ยงข้ามาตั้งแต่สิบขวบก็ว่าได้”

19.  อิกกี้เป็นบุรุษผู้โชคดี

เจ้ากลั้วหัวเราะ “คนขี้หงุดหงิดแต่มีแววน่าค้นหากระมัง... ท่านโชคดีที่ได้อยู่ซื่อสัตย์กับใครมานานขนาดนั้น” ว่าแล้วก็กระแอมเล็กน้อย “ย่อมได้ ข้าจะลองเป็นในแบบที่คิดว่าท่านเดรญ่าอาจจะชอบแล้วกัน”

“ถ้าเจ้าโชคดีเจ้าก็จะได้อยู่นานโดยที่ไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเจ้าหรือเรือเช่นกัน”

20.  เขามองเห็นความเป็นไปได้ในแง่ร้าย ซึ่งก็ดี ดีแล้ว



The End.

Tuesday, 3 December 2013

[MIS Mission]-(7) Reginald Osbourne


Entry นี้เป็นส่วนหนึ่งของ

เกี่ยวเนื่องกับ Mission นี้





Characters: Reginald Osbourne, Sylvester Jones, mentioned Christopher Blank
Word count: 1,034







Re: 6 Things



1.      มีการบอกลา

1.1.   เรจินัลด์กอดคริส
1.2.   เขาบอกรักอีกครั้งหนึ่ง บวกถ้อยคำรักเข้ากับคำยืนยันที่ว่าจะกลับมา แต่เรจินัลด์ไม่เคยแน่ใจได้เลย ใช่ไหม  ไม่เคยมีหลักฐานยืนยันอะไรได้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น แม้แต่อีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้าก็เจือความไม่แน่นอน ชีวิตเป็นเช่นนั้น การมีชีวิตเป็นเช่นนั้น
1.3.   ในช่วงหลัง ๆ มานี้เรจินัลด์เชื่อมั่นในหลายสิ่งที่ไม่มีหลักฐานมากขึ้น การพูดในสิ่งที่เชื่อนั้น ไม่ได้ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังโกหก
1.4.   ตั้งแต่วันที่เรจินัลด์คุยกับคริสเรื่องภารกิจใหม่ เขาได้กล่าวไว้ว่า “จะกลับมาหาให้ได้ครับ”
1.5.   เขาไม่ได้พูดคุยกับใครอื่นมากนักก่อนวันเดินทาง เรจินัลด์ไม่เคยชอบบอกลาใครนัก
1.6.   เรจินัลด์ถอดแหวนเก็บทิ้งไว้ในห้องนอนที่ปราสาท


2.      มีการเดินทาง

2.1.   เรจินัลด์ไปสนามบินเพียงคนเดียว
2.2.   เขาใช้เวลาชั่วครู่ในการยืนจ้องซองบุหรี่หลังเคาน์เตอร์ร้านขายของ แต่แล้วก็ไม่ได้ซื้อ พยายามตั้งสติให้แน่วแน่ว่าตั้งใจจะเลิกขาดให้ได้ แล้วก็นึกสงสัยว่าหากมีบางสิ่งผิดพลาดไป หากมีบางสิ่งผิดพลาดไปจริง ๆ เขาจะสามารถเดินจากบุหรี่แบบนี้ได้หรือไม่ หรือว่าจะต้องสูบสักมวนให้ได้
2.3.   หลายครั้งก็มีความดิ้นรนเจืออยู่ในพวกประโยคประมาณว่า “_____ให้ได้”


3.      มีการเตรียมตัว

3.1.   อากาศร้อน 32 องศาเซลเซียสที่มุมไบ
3.2.   เรจินัลด์ไม่ได้เอาของมามากนัก ทุกสิ่งที่พกมาดูเหมือนจะถูกนำออกมาใช้
3.3.   เขาพยายามนอนหลับให้เพียงพอในคืนวันนั้น ทว่าแม้จะไม่ได้ดื่มกาแฟมาตลอดวันก็ยังใช้เวลาสักพักกว่าจะนอนหลับสนิท มีเสียงแว่วมาจากข้างนอกเป็นระยะ ทำให้รู้ตัวว่าเขาเริ่มชินกับการนอนที่เงียบ ๆ เกินพอดีเสียแล้ว
3.4.   อุณหภูมิอากาศสูงกว่าที่เคยชิน แต่เขารู้สึกบางอย่างที่คล้ายคลึงกับความหนาวอยู่ตลอด  หากอากาศที่สูดเข้าปอดไม่ได้ทำให้รู้สึกโหวงเกินพอดี ก็ให้สัมผัสขึงตึงเกินสมควร แต่สุดท้ายเรจินัลด์ก็หลับได้
3.5.   เรจินัลด์คิดว่าเขาระวังเรื่องอาหารแล้ว แต่ท้องไส้ในเช้าวันต่อมาก็ปรับตัวไม่ค่อยได้กับอาหารที่นี่สักเท่าไร—หรือบางทีอาจจะไม่ใช่เพราะอาหาร
3.6.   ตกเย็นเรจินัลด์ก็เริ่มต้นปลอมตัว เขารู้สึกราวกับไม่ได้สวมเสื้อแขนสั้นมานานมาก—สีดำ เขาไม่ได้ใส่สีดำล้วนมานานมากเช่นกัน เขาใช้เวลาสักพักในการทาเปลี่ยนสีผิวให้เป็นสีออกน้ำผึ้ง แต่งหน้าให้รูปหน้าดูเปลี่ยนไปนิดหน่อย ก่อนจะสวมวิกผมดำน้ำตาลหยักศกที่ดูกลมกลืนกับบุรุษอินเดียทั่ว ๆ ไป


4.      มีการรอ

4.1.   เรจินัลด์พอจะรู้ว่าสายลับ 112 มักจะมาหาข้อมูลที่บาร์แห่งนี้ นับว่าเป็นบาร์ที่มีชื่อเสียงระดับปานกลางของมุมไบ แสงไฟในบาร์เป็นโทนสีเหลืองส้ม มีแขวนผ้าประดับบนเพดานที่มีโทนสีเดียวกัน เรจินัลด์ตัดสินใจสั่งเครื่องดื่มอันต่างจากที่ปกติจะชอบ แต่เขาก็ไม่ได้ดื่มมันจริง ๆ สักจิบหรอก
4.2.   เขานั่งอยู่ใกล้ประตู ในมือถือปืนขนาดเล็ก ภายในบรรจุเข็มมีพิษ ซึ่งแม้จะไม่ได้ทำให้ตายทันทีแต่ก็คงชะลอการเคลื่อนไหวของศัตรูได้หลายเท่า หากเป็นไปได้ก็อยากจะยิงให้โดนเป้าหมายแล้วหลบหนีออกไปไกลจากจุดนั้นก่อนที่ 112 จะทันได้รู้ตัวว่าใครเป็นคนลงมือ แต่เขารู้ตัวว่าตนเองไม่ได้มีความสามารถในการยิงปืนอันแม่นยำเป็นพิเศษ และไม่ได้มีข้อมูลเกี่ยวกับ 112 เพียงพอที่จะสามารถลอบยิงโจมตีโดยที่ไม่ต้องอยู่ในห้องเดียวกันกับเป้าหมาย เขาไม่แน่ใจเสียด้วยซ้ำว่า 112 จะมาที่นี่ในคืนนี้แน่นอนหรือไม่ แต่เขารู้—เขาค้นข้อมูลมาแล้วว่า 112 จะอยู่ที่มุมไบในช่วงเวลานี้ และชอบมาที่นี่
4.3.   เขาไม่เห็นใครที่คล้ายคลึง 112 ในคืนนั้น เรจินัลด์คาดว่า 112 อาจจะปลอมตัว
4.4.   มีคนคนหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะมีความสูงและรูปกายเท่า 112  เรจินัลด์เดินเข้าไปสั่งเหล้าเพิ่มเพียงเพื่อจะได้เหลือบมองคนผู้นั้นใกล้ขึ้น
4.5.   ข้อมูลไม่เพียงพอ—ไม่สิ เขาไม่มั่นใจ อย่างน้อย ๆ เขาควรจะได้ยินอีกฝ่ายพูดเสียก่อนเพื่อฟังดูสำเนียง แต่แล้วชายผู้นั้นก็จากบาร์นั้นไปก่อนที่เรจินัลด์จะทันได้ตัดสินใจลงมือ


5.      มีการทบทวน

5.1.   เขาดูคลิปวีดีโอกล้องวงจรปิดจากที่สาธารณะที่เคยแฮ็คมา ทบทวนรูปลักษณ์และข้อมูลของสายลับ 112 อีกครั้ง
5.2.   ไม่ใช่สิ่งที่เรจินัลด์สันทัด – การลงมือที่ไม่อาจเข้าไปเตรียมจัดการให้เบ็ดเสร็จแน่นอนโดยไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้านี้...
5.3.   เรจินัลด์ไม่ได้ลงมือเพราะว่าเขากลัวพลาด แต่เพราะว่าเขากลัวพลาดเกินปกติ
5.4.   “เรจจี้ ทำไมลูกถึงได้ชอบทำอะไรเสี่ยง ๆ นักนะ ต่อให้เป็นโอกาสหนึ่งในล้าน ถ้าแม่ป้องกันได้ก็ไม่ยอมให้เกิดขึ้นหรอก”—เดี๋ยว อันที่จริงแล้วการฉุกนึกถึงแม่ของเขาในเวลานี้ถือว่าผิดโอกาส


6.      มีคืนวันต่อสู้

6.1.   เขาไม่ต้องการให้ใครฉุกนึกจำหน้าคนเมื่อวานได้ จึงแต่งสีผิวให้รูปหน้าดูต่างจากเมื่อวานเล็กน้อย แม้จะเป็นผิวสีเดิมและเสื้อผ้าสีเดิม ส่วนวิกเขาตัดสินใจลองตัดให้สั้นลงจากเมื่อวานเล็กน้อย
6.2.   เขาพกยาพิษมากเท่าที่ทำได้ พกสนับมือหมุดแหลมอาบยาชาที่หวังว่าจะไม่ได้ใช้มันด้วย กับปืนแบบเดียวกันกับที่พกเมื่อวาน
6.3.   เรจินัลด์ลงมือ
6.4.  ________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________
6.5.   เขาหวังว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันที่ดีขึ้น






THE END.






*วิ่งตึก ๆ หายลงรูไป*