Pages

Tuesday, 26 May 2015

[Film/Book] Thoughts on "Confessions (Kokuhaku)"

คำเตือน:

- มี SPOILERS แต่ส่วนใหญ่ที่อ้างอิงลงรายละเอียดก็เพียงส่วนแรก ๆ ของเรื่อง
- เป็นรีวิวชิว ๆ มีอะไรติดขัดก็ทักได้ อย่างซีเรียสกันไป 55


เกริ่นนำ:

Confessions เป็นหนังสือเขียนโดยมินาโตะ คานาเอะ ได้รับการตีพิมพ์เมื่อปี 2008  นับเป็นหนังสือขายดีระดับนานาชาติ และได้รับการทำออกมาเป็นหนังซึ่งฉายออกโรงโรงในปี 2010  ทั้งตัวละครในหนังสือและวิธีการนำเสนอตัวละครเหล่านั้นในหนังก็มีฟีลเฉพาะของญี่ปุ่นเอามาก ๆ  คงเพราะสภาพแวดล้อมเป็นสังคมในญี่ปุ่นโดยตรงด้วย  Confessions นับว่าเป็นเรื่องที่จขบ.ประทับใจ แม้บางจุดในหนังอาจจะนำเสนอออกมาในลักษณะที่ชวนให้ฟีลดราม่า โดยที่พอพิจารณาดูก็ออกจะดูหลุด ๆ บ้าง และในหนังสือก็มีบางจุดที่คล้ายจะสื่อมาในเชิงสัญลักษณ์และพยายามทำให้มันสมเหตุสมผลไปพร้อม ๆ กันแต่ยังดูขาด ๆ เกิน ๆ อยู่บ้าง แต่โดยรวมก็นับว่าเรียบเรียงเนื้อเรื่องออกมาดี น่าประทับใจ

จขบ.มองว่าหนังต่างจากหนังสือไม่มากนัก แต่หนังพยายามจะทำให้เหตุการณ์ของตัวละครทุกตัวเชื่อมโยงกันมากขึ้น (ประมาณว่า อ้อ มันมาคลิกลงล็อคกันอย่างนี้เอง) ในขณะที่หนังสือจะปล่อยให้เหตุการณ์เกิดจากตัวตนของตัวละครอย่างเป็นไปธรรมชาติกว่า (แบบว่า เออ เจ้านี่จะทำแบบนี้ก็ไม่แปลก และเข้าใจว่าใส่เหตุการณ์นี้มาทำไม)

ทั้งนี้ ปกติจขบ.ไม่อินกับพล็อตที่มีแรงผลักเป็นการแก้แค้นเท่าไร (ประมาณว่าเข้าถึง แต่จากประสบการณ์และแนวคิดชีวิตส่วนตัวแล้วไม่อาจเข้าใจได้อย่างครอบคลุม ก็เลยไม่ค่อยอินนั่นเอง...) แต่ Confessions จะเรียกว่าเป็นข้อยกเว้นก็ได้ (หรืออาจเพราะปกติจขบ.ไม่อินกับพล็อตแก้แค้น เลยไม่ค่อยได้เปิดหูเปิดตากับแนวนี้จนไม่เจอพล็อตแก้แค้นดี ๆ ก็ไม่รู้)

Entry นี้จะเอ่ยถึงเนื้อเรื่องรวม ๆ ก่อนจะกล่าวถึงหนังและหนังสือ


เนื้อเรื่อง:

โมริกุจิ อาจารย์ประจำชั้นหญิงคนหนึ่ง พูดกับนักเรียนในชั้น (ที่ยังอยู่ในวัยราว ๆ สิบสามปี) ว่าวันนี้คือคลาสสุดท้ายของนางแล้ว เพราะนางกำลังจะลาออกจากการเป็นอาจารย์ ว่าแล้วก็เอ่ยถึงลูกสาว (มานามิ) ของนางที่จมน้ำตายในสระของโรงเรียน ตำรวจสรุปว่ามานามิเดี้ยงไปด้วยอุบัติเหตุ แต่โมริกุจิบอกว่าคนที่ฆ่าคือนักเรียนสองคนในชั้นของนางต่างหาก นางเอ่ยถึงเด็กสองคนนี้ว่าเด็กชาย A กับเด็กชาย B (แต่นางก็ดูไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังตัวตนของสองคนนี้เท่าไร เพราะประโยคแรก ๆ ที่นางเอ่ยถึงเด็กชายสองคนนี้... ก็เป็นคนที่ทุกคนในชั้นก็รู้ว่าใคร ฮา) เด็กชาย A เป็นเด็กท็อปของห้อง ส่วนเด็กชาย B ก็คนหัวไม่ดีคนหนึ่งที่ไปก่อปัญหาจนโดนลงโทษให้ขัดสระน้ำน่ะ แล้วนางก็เล่าว่าพวกเขาฆ่าลูกสาวของนางอย่างไร

แล้วนางก็บอกให้ทุกคนในชั้นรู้ด้วยว่า นมที่พวกเธอทุกคนดื่มหมดกันไปเมื่อครู่ ครูฉีดเลือดของแฟนเก่าที่เป็น HIV (aka. พ่อของมานามิ) ลงไปในกล่องนมของเด็กชาย A กับเด็กชาย B ล่ะ (ทั้งนี้นางก็บอกนะว่านางกับลูกของนางไม่ได้ติดเชื้อมาด้วยหรอก แถมบอกด้วยว่าเอดส์น่ะไม่ได้ติดกันง่าย ๆ /แต่ดูไม่มีใครเก็บส่วนนี้ไปเข้าหัวสักเท่าไร ออกจะเพิกเฉยต่อความเป็นจริงนี้ด้วยซ้ำ) นางทำไปเพราะกฎหมายคงไม่ลงโทษเด็กอายุสิบสามปีได้สะใจนางเพียงพอ--- /อะแฮ่ม

และแล้วเรื่องราวการแก้แค้นของอจ.สาวก็เริ่มต้นขึ้น...


Film vs. Book: Confessions (2010), directed by Tetsuya Nakashima + Confessions (2008), written by Kanae Minato


























"Weak people find even weaker people to be their victims. And the victimized often feel that they have only two choices: put up with the pain or end their suffering in death. But they're wrong. The world you live in is much bigger than that. If the place in which you find yourself is too painful, I say you should be free to seek another, less painful place of refuge. There is no shame in seeking a safe place."

- 'Confessions,' Kanae Minato


- จขบ.ตีความว่าหนังให้ความสำคัญกับไอเดียของปลาใหญ่กินปลาเล็ก ในแง่ที่ว่าการเหยียบคนที่อ่อนแอกว่านั้นทำให้เรารู้สึกว่าสามารถหายใจได้อย่างเต็มปอดมากขึ้น มันเป็นกลไกการป้องกันตัวสำหรับการเอาชีวิตรอดอย่างหนึ่ง หรือแม้แต่เป็นการตัดสินใจเพื่อความยุติธรรม หรือเพื่อสนองความต้องการตามธรรมชาติ ดูจากเด็กชาย A กับ B ที่ลงเอยเลือกเหยื่อเป็นลูกสาวของโมริกุจิที่อายุเพียงสี่ขวบ หรือนักเรียนในชั้นที่หันมารวมกลุ่มกลั่นแกล้งเด็กชาย A  หรือแม้แต่ฉากเล็ก ๆ อย่างเด็กคนหนึ่งที่ถูกแกล้งเจอผีเสื้อตัวเล็ก ๆ ก็จับมาขยี้

- ในหนังสือก็กล่าวถึงประเด็นนี้เหมือนกันนะ แต่จะเน้นธีมการหนี/ดิ้นรนไปสู่ "สถานที่ปลอดภัยส่วนตัว" มากกว่า เช่น เด็กชาย B ที่พอรู้เรื่องนมผสมเลือดก็เลือกจะอยู่บ้าน หรือตอนที่แม่ของเด็กชาย B เขียนในไดอารี่ถึงปัญหาที่ว่า การที่สังคมมีคำอย่างฮิคิโคโมริอยู่ ก็เหมือนเป็นการให้เนื้อที่ในสังคมกับพวกเขาในฐานะคนอย่างฮิคิโคโมริ ถ้ายอมรับคำนี้ก็อาจจะหมายความว่าไม่ต้องดิ้นรนหาที่อื่นให้ตัวเองอยู่ก็เป็นได้

- แต่หนังกับหนังสือนำเสนอ "สถานที่ปลอดภัย" ที่ถูกทำลายออกมาอย่างชัดเจนทั้งคู่ การทำลาย space/safe place ของตัวละครตัวใดตัวหนึ่ง ดูว่าหากถูกบีบ แต่ละคนจะพยายามอพยพตัวตน/จิตใจของตนไปอยู่ที่ไหน อะไรแบบนี้เป็นต้น (ว่าไปมันก็ดู Freudian ใช่น้อย เรื่องนี้มีประเด็น Oedipus complex ด้วยนะ อนึ่ง จะเรียกว่าเด็กชาย A และเด็กชาย B มีความดิ้นรนที่จะกลับไปสู่ครรภ์ของมารดาก็ว่าได้ แต่นั่นก็อีกประเด็นใหญ่ ๆ  อ่ะเอิ๊กส์)

- ถ้าเทียบกับหนังสือแล้ว หนังจะแสดงการเปรียบเทียบที่ชัดเจนกว่า เช่นเด็กชาย A นี่เป็นเด็กเก่งเด็กท็อป ส่วนเด็กชาย B นี่ทำอะไรก็ไม่ได้ดี ไม่มีใครสนใจ ไปเรียนกวดวิชายังไม่มีอะไรดีขึ้นเลย ในขณะที่ในหนังสือเด็กชาย B พยายามแล้วทำได้ดีขึ้นพอสมควรเลย แต่สุดท้ายก็หมดไฟ ยอมแพ้ไป

- การเปรียบเทียบพวกนี้เป็นสไตล์ของการ characterisation ในหนังเลย จะมีทั้งฉากดนตรีที่ตัดไปสู่ความเงียบ น้ำตาที่ตัดไปความสดใส ความหวานกับความขม นมกับเลือด ความมืดกับแสงสว่าง ความเดียงสากับความไร้เดียงสา ความรักกับความว่างเปล่า ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นเสน่ห์ที่น่าดึงดูดที่สุดอย่างหนึ่งของหนังเรื่องนี้

- จากการตีความของจขบ. ในหนังสือจะมีการเปรียบเทียบพวกนี้น้อยกว่า หลายสิ่งจะยังคงเป็นสีเทา ๆ  และไม่ค่อยสะท้อนถึงไอเดีย "ภายนอก vs. ตัวตนที่แท้จริง" ที่ในหนังนำเสนอเท่าไร แต่จะเน้นในเรื่องของการสื่อสารผิดพลาด ทั้งมุมมองของมนุษย์ หรือมุมมองที่นับว่ายังไม่ครอบคลุมของเด็ก (คือการเขียนความเป็นจูนิเบียวหรือมุมมองสุดโต่งให้สะท้อนหลายมุมได้ในเวลาเดียวกันนี่นับว่าเก่งนะ ประทับใจคนเขียนในจุดนี้) หรือวิธีที่มนุษย์เราเลือกที่จะคัดข้อมูลไหนออกเพื่อสร้างบทสรุปให้ตัวเอง มันก็เลยเป็นหนังสือที่นำเสนอหลายแง่มุม และสร้างความขัดแย้งในเรื่องออกมาได้ดี เพราะทำให้คนอ่านเห็นจากมุมของตัวละครแต่ละตัวได้ชัด และตระหนักรู้ไปพร้อม ๆ กันว่า "ที่ตัวละครนี้เห็นอยู่ ก็คือการหยั่งรู้ที่ไม่สมบูรณ์" ก็เลยนำมาซึ่งปัญหาและการเลือกปฏิเสธความคิดหรือความรู้สึกบางอย่างนั้นเอง (จะลากไปตีความปรัชญา "I think, therefore I am." ก็ได้)

- ธีมเด่น ๆ อีกธีมคือ "คุณค่าของชีวิต" แต่จขบ.ยังไม่ได้วิเคราะห์เรื่องนี้ในมุมนี้มากนัก กลับมองว่าแต่ละมุกของคนเขียนเป็นตลกร้ายที่แหย่เรื่องคุณค่าในชีวิตมากกว่า ส่วนใหญ่จขบ.ตีความว่าคนเขียนโยง judgement กับ value ให้ไปพร้อม ๆ กัน คุณค่าของชีวิตของคุณขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณเลือกจะทำ อะไรแบบนี้ :P

- บอกแล้วว่ารีวิวนี้ชิว ๆ  เขียนเพียงเท่านี้ล่ะ อ่ะเอิ๊กส์

Saturday, 28 February 2015

[RP] Side Story 1: เริ่มต้นผจญภัย

Side Story of Shirley Southsea [EXPIV]
Characters: Iggy, Shirley
Special Thanks to: ผปค.อิกกี้ *โค้ง ๆ*






Side Story:



(1)

เริ่มต้นผจญภัย



เจ้าเชื่อว่าคนบนโลกนี้มีอยู่สองประเภท – คนแห่งแผ่นดินกับคนแห่งทะเล และมันไม่ได้เกี่ยวกันว่าคนเหล่านั้นต้องอยู่บนดินหรือบนทะเล มันเกี่ยวกับบุคลิก เกี่ยวกับท่าทาง เกี่ยวกับกลิ่นอายและสัมผัส เกี่ยวกับวิธีที่ชาวทะเลเดินบนดิน และวิธีที่ชาวบกร่ายรำบนทะเล ยากนักที่เจ้าจะบรรยายได้ว่าคนทั้งสองประเภทต่างกันอย่างไร เจ้าเพียงแต่ซึมซับ มันคือการก้าวไปสู่บทสรุปอย่างรวดเร็วเกินควร จนอาจเสียมารยาทต่อผู้อื่น แต่อย่างน้อยในคราแรกที่สนทนากับใคร... การสรุปเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่าคนผู้นั้นเป็นชาวทะเลหรือชาวบกก็คงไม่ทำอันตรายอะไร—ไม่อันตรายกระมัง

อิกกี้เป็นคนแห่งทะเล

เจ้ามิได้คิดแบบนั้นตั้งแต่แรกเห็นเขาดอก และไม่ได้คาดคิดว่าเขาจะเดินสายอาชีพของเขาอยู่บนทะเลด้วย เขาเพียงแต่ไม่มีลักษณะของคนที่จะเลือกแผ่นดินผืนเดียวเป็นของตัวเอง เขาดู... มีกลิ่นอายของชาวพเนจร

เจ้าพบอิกกี้เป็นครั้งแรกที่ร้านหนังสือ

เจ้าเดินอย่างระวังตอนเข้าไปตรงแผนกชั้นวางที่ค่อนข้างแคบ พยายามไม่ให้ขวานเล่มโตที่เหน็บไว้บนหลังโดนอะไร ก่อนจะหยิบหนังสือจากแผนกหนังสือเข้ามาใหม่ ระหว่างที่กำลังยืนเปิดอ่านอยู่นั้นเอง เจ้าก็เหลือบเห็นบุรุษแว่นตากลมคนหนึ่งเข้ามาในร้านจากหางตา ลักษณะเหมือนชาวลาเอล

—คนบนบกมีอยู่สองประเภทสำหรับเจ้า บนดินกับบนทราย เมื่อแรกเห็นเจ้านึกภาพว่าหากเขาเป็นชาวบก เขาก็คงเป็นคนบนทราย คงไม่เป็นไรหากจะชวนคุยคนบนทราย ใช่ว่าเจ้าจะพบชาวลาเอลที่ให้กลิ่นอายของทะเลทรายบ่อยนัก

เจ้าเอ่ยถึงหนังสือออกใหม่ในมือเจ้า คุยไปเพียงครู่เดียวเจ้าก็เริ่มหาข้อสนทนาไปเรื่อย “ท่านชอบอ่านหนังสือแนวใดฤา”

“นิยาย บทกวี วิชาการ ประวัติศาสตร์ อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เรื่องลี้ลับ มันไร้สาระ” เขาตอบ เปิดผ่านหน้าหนังสือในมือ ก่อนจะเก็บมันเข้าชั้นแล้วหยิบเล่มใหม่มา

“ข้าก็ไม่ชอบเรื่องลี้ลับเป็นพิเศษเหมือนกัน แต่กำลังอยู่ในช่วงที่อยากอ่านบทกวี... ท่านเป็นคนในเมืองนี้หรือ” เจ้าถาม

“อ้อ เปล่า ข้าแค่คนทำธุรกิจที่ผ่านมา” ชายสวมแว่นที่ดูคล้ายจะมาจากทะเลทรายนั้นปิดหนังสือลง ก่อนจะหันมามองหน้าเจ้า พลางว่า “เดี๋ยวข้าก็ไปแล้ว”

ไม่ใช่คนของซิมาฟ? นักเดินทาง?

เจ้าแสดงอาการสนอกสนใจ “ธุรกิจแบบที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป อะไรแบบนั้นหรือ ท่านอยู่ระหว่างการเดินทาง?”

“ถามมากจังนะนี่? ไม่เห็นเหรอว่าข้าเลือกของอยู่”

อา ขออภัย ข้าเพียงแต่กำลังหางานใหม่อยู่น่ะ อยากเดินทางด้วย” เจ้าหันหลังไปเลือกหนังสือต่อ ส่งผลให้ขวานฟาดขาอีกคนโดยไม่ทันตั้งใจ

"เฮ้ย! ระวังหน่อยสิวะ!"

เจ้ากระโดดสั้น ๆ ถอยออกมา “โอ๊ะไม่ทันเห็น เจ้านี่มันเทอะทะหน่อย แต่ข้าก็ขาดมันไม่ค่อยได้ เดี๋ยวจะรู้สึกว่าหลังโล่ง ๆ ไปหน่อย”

เขาจิ๊ปากก่อนจะหันไปเลือกหนังสือต่อ พวกเจ้าเงียบกันไปพักใหญ่ ก่อนจะได้เอ่ยปากคุยกันอีกครั้งระหว่างที่กำลังเดินออกจากร้านหนังสือ

“ซื้ออะไรน่ะ” เขาถาม พลางมองของในมือเจ้า

“หนังสือกวีเล่มหนึ่ง กับหนังสือที่พูดถึงเมื่อกี้ แล้วก็แผนที่ อันเก่าของข้ามันหลายปีมาแล้วเหมือนกันน่ะ ท่านล่ะซื้ออะไรบ้าง

"ประวัติศาสตร์" เขาตอบ แล้วหยิบหนังสือในมือเล่มแรก เล่มสอง—"ประวัติศาสตร์" และเล่มสาม—"ประวัติศาสตร์"—ขึ้นมาให้ดูจนครบ ก่อนจะเอ่ยถามว่า “ทำไมถึงพกขวานเล่มใหญ่ขนาดนี้? มันไม่เกะกะรึ

ตาเจ้าเคลื่อนมองตามหนังสือ “ก็เกะกะบ้าง แต่ข้าถนัดใช้ไปแล้ว อาวุธแบบนี้พอเอามาฝึกเหวี่ยงจนไม่มีปัญหาเรื่องความเร็วแล้วก็ใช้ได้ดีเยี่ยมถ้าสมมุติเจอกรณีที่โดนคนกลุ่มใหญ่หาเรื่อง หรือไปหาเรื่องกับเขา” เจ้าหลุดขำเล็กน้อย

ดูเหมือนว่าบางอย่างในคำตอบนั้นจะเพียงพอแก่การนำพาให้เขาเอ่ยชวนเจ้าไปคุยต่อกันที่อื่น ซึ่งเจ้าก็ตอบตกลงอย่างยินดี—เจ้าเบื่อหน่ายกับกิจกรรมอื่นในชีวิตประจำวันมานานเกินพอแล้ว การคุยกับคนแปลกหน้าและหน้าแปลกนับเป็นความคิดที่ดี

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ใส่ใจจะผูกมิตรกับเจ้า เพียงแต่ต้องการตัดพูดประเด็นอะไรก็ตามที่เขาคิดว่าจำเป็นเสียให้จบ ๆ  ครั้นสาวเท้าไปถึงตัวเมือง เขาก็ถามขึ้นว่า “เจ้าบอกว่ากำลังหางานอยู่ อยากได้งานแบบไหนรึ"

เจ้าเร่งฝีเท้าให้เดินเคียงข้างในระดับเดียวกันกับเขา ความเงียบเข้าแทรกระหว่างพวกเจ้าครู่หนึ่ง “ข้าอยากกลับสู่ทะเลอีก จะเป็นเนื้องานใดก็คงปรับตัวได้”

เขาส่งเสียงอืมในลำคอ “เจ้าเคยออกทะเลมาก่อน? กี่ปี? ทำงานตำแหน่งอะไรและให้ใคร?" เขาถามพลางเปิดหนังสือประวัติบุคคลสำคัญอ่านไปด้วย

เป็นอีกครั้งที่สายตาเจ้าเลื่อนไปตามหนังสือในมือของเขา “ถ้าพูดถึงช่วงที่เคยออกทะเลก็ 18 ปี” เจ้าตอบ “แต่ถ้าหมายถึงช่วงทำงานก็เป็นลูกเรือธรรมดามาเพียงแปดปีเท่านั้นแล” เจ้าเห็นเขาเปิดพลิกหน้ากระดาษไปเจอรูปชายหนวดเฟิ้ม ก่อนจะเบนสายตาไปมองหนทางข้างหน้าเมื่อตระหนักว่าอาจกำลังจ้องหนังสือในมือของเขานานเกินไป “ท่านทำงานที่ต้องออกทะเลอยู่หรือ

"เจ้าตอบคำถามข้าให้ครบก่อนดีไหม"

ริมฝีปากเจ้ากระตุกยิ้ม เหลือบมองวิธีที่เขาอ่านหนังสือ นัยน์ตาของเขาเคลื่อนผ่านตัวหนังสือไปโดยใช้เวลาไม่นาน ก่อนที่มือของเขาจะพลิกไปหน้าถัดไป ดูเหมือนเขากำลังอ่านคร่าว ๆ อย่างรวดเร็ว

เจ้าพอจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับบุรุษผู้นี้ได้ ดังนี้:
1.      เขาคนนี้เป็นนักอ่าน และอ่านมามากเพียงพอที่จะเชี่ยวชาญการอ่านเร็ว
2.      ไม่ชอบให้คนผูกมิตร ไม่ไยดีการตีสนิท แต่ดูเหมือนจะพูดในสิ่งที่จำเป็นต้องพูด ทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ

“ข้าเคยอยู่อาศัยอยู่บนเรือโดยสารสิบสองปี” เจ้าเอ่ยตอบ “เป็นลูกเลี้ยงกัปตันน่ะ เส้นทางก็ไป ๆ กลับ ๆ แถว ๆ น่านน้ำที่สามถึงน่านน้ำที่หก แล้วออกมาท่องบนบกพักใหญ่ ก่อนจะได้ทำงานให้กัปตันแห่งเรือพาณิชย์ที่เน้นเดินทางไปกลับช่วงน่านน้ำที่หนึ่งกับที่หกนี่ล่ะ ท่านที่เป็นทั้งกัปตันและพ่อค้าที่ข้าทำงานให้ชื่อว่าคามิลเลียส เรือของเขามีนามเดียวกัน”

"เรือคามิลเลียส เคยได้ยินชื่อเหมือนกันแฮะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว เกิดอะไรขึ้นกับเรือลำนั้น

3.      หูตาของเขาดูจะกว้างไกล ความทรงจำของเขาอาจจะดี

“พายุเข้า เรือล่ม—พวกเราก็รอดมาได้ส่วนหนึ่ง ธุรกิจของท่านคามิลเลียสสืบต่อไปในนามอื่น ท่านเคยได้ยินมาเพียงนามเรือ? คงไม่เคยได้ยินถึงผู้ที่เคยเป็นสมาชิกเรือนั้นเท่าใดนัก?”

“อา... ไม่... เจ้าดูผิดหวังนะ? ข้าขอโทษด้วย เจ้ารอดมางั้นสิ ทั้ง ๆ ที่เจอพายุจนเรือล่มมายังจะคิดกลับไปอีกงั้นหรือ?"

4.      เขาก็มีจังหวะที่สามารถพูดอะไรด้วยน้ำเสียงสัตย์จริงและทีท่าจริงใจได้อยู่เหมือนกัน

“แน่นอน”—เจ้าชี้ไปที่สุดถนนฝั่งโน้น—“ทุกครั้งที่ข้าอยู่บนดิน ข้ามองตรงไปแล้วพบว่าที่นี่ไม่มีอะไรให้ข้า ข้าไม่ต้องการแผ่นดินเป็นของตัวเองหรืออิสตรีที่จะตั้งรกรากด้วยกัน”—หัวเราะเฝื่อน ๆ—“ทางเท้าพาข้าไปไม่ไกลเท่าทะเล”

เขาส่งเสียงในลำคอเป็นเชิงรับรู้ระคนครุ่นคิดพิจารณา ก่อนจะปิดหนังสือแล้วหันมาหาเจ้า "ทุกอย่างที่เจ้าว่ามา" เขาชี้ไปทางสุดถนนฝั่งโน้น แล้วชี้กลับมาที่เจ้า “ข้าเข้าใจละ ทีนี้สามข้อที่จะทำให้เจ้าได้งาน: 1. เชื่อฟังกฎ 2. ศีลธรรมต่ำกว่าคนทั่วไป... ลักขโมยจี้ปล้นฆาตรกรรมหมู่ 3. ซื่อสัตย์ต่อกัปตันเรือ เจ้าทำได้ไหม" เขาว่าขณะนับนิ้วให้เจ้าดูไปพลาง ในขณะที่เจ้าพยายามนับสิ่งที่อยู่ในหัวของเจ้าเอง

5.      เขาดูเหมือนจะมีวิถีชีวิตที่ไม่จำกัดขอบเขตเรื่องศีลธรรม
6.      เขาเป็นโจรสลัด

เจ้าตอบอย่างไม่ลังเลว่าเชื่อว่าตนทำได้ ด้วยปรารถนาจะออกทะเลใจจะขาด โดยไม่ว่าอะไรหากจะไปเรียนรู้รายละเอียดเอาทีหลัง มันก็เสี่ยงอยู่—มิใช่ว่าเขาไม่ดูอันตราย แต่เจ้าก็มิใส่ใจความปลอดภัยของตนนัก ซ้ำยังพ่ายต่อความใคร่รู้เรื่อยไป อย่างน้อยก็ยังมิมีสิ่งใดเกี่ยวกับชายผู้นี้ที่ไม่ชวนติดตามมิใช่หรือ เจ้าถามเขาเรื่องกฎเพิ่มเติม ในท้ายที่สุดเขาก็สรุปว่าจะชี้แจ้งเรื่องกฎทั้งหมดให้ในภายหลัง (หากเจ้าได้เป็นลูกเรือล่ะก็ – เขาก็ไม่ได้เอ่ยออกมาตามตรง แต่มันก็แฝงอยู่ในบทสนทนา) เขาแนะนำตัวกับเจ้าในฐานะรองกัปตัน

7.      เขาเป็นทั้งผู้ตาม และผู้นำ

เจ้าก็อดไม่ได้ที่จะวกกลับมาตั้งข้อสังเกตที่เขาใช้คำว่า ซื่อสัตย์กับกฎข้อที่สาม แต่แล้ว—

“มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรือเราเป็นวัดลอยน้ำลูกเรือทั้งลำเป็นฆราวาสถึงจะต้องคู่ควรกับค่ำว่าซื่อสัตย์” เขาตอกเจ้ากลับอย่างหงุดหงิด “หัวหน้าก็คือหัวหน้า คือผู้นำ... แค่นั้นก็พอ เจ้าต้องพร้อมรับใช้เขา นั่นคือสิ่งที่สำคัญ”

8.      เขาเห็นว่าความพร้อมในการรับใช้เป็นสิ่งสำคัญ
9.      เขามาจากเรือที่มีการมอบความซื่อสัตย์ให้กับผู้บังคับบัญชาสูงสุด
10.  อย่างน้อย ตัวเขาเองก็ท่าจะให้ความสำคัญกับการมอบความซื่อสัตย์ให้กับกัปตันเรือ
11.  กัปตันเรือของเขาอาจมีบางอย่างที่ควรค่าแก่การมอบความซื่อสัตย์ให้

ข้าไม่ได้คิดว่ามันไม่คู่ควร แต่มันมีเรือมากมายที่ลูกน้องถูกกดขี่ให้จำยอมโดยไม่จำเป็นต้องมีความซื่อสัตย์” เจ้าหัวเราะแผ่วเบา “เอาล่ะ เอาเป็นว่าข้าพร้อมก็แล้วกัน” เจ้าผิวปากหวิว “รู้สึกอย่างกับไม่ได้รับใช้คนอื่นมานานแล้วแฮะ

“ชอบรับใช้หรือ ก็ดีนะ” เขาพยักหน้า “ว่าแต่เจ้าชื่ออะไรนะ

12.  เขาถามชื่อเป็นอย่างสุดท้าย เจ้ามองว่านั่นคือลักษณะของการไม่ผูกติด
13.  เจ้ามองว่า เขามีแนวทางการร่ายรำบนทะเลอย่างมีอิสระ

เชิร์ล—” ควรบอกชื่อเต็มไหม “เชอร์ลีย์ เซาธ์ซี” ก็ใช่ว่าเจ้าจะมีชื่ออยู่ในรายชื่อราษฎร มันก็เป็นเพียงตัวตนลอย ๆ  “แล้วแต่ท่านจะเรียก... ท่านล่ะ—อ้อ แล้ว—นามของกัปตันท่านเล่า”

ข้าอิกกี้ ส่วนกัปตันของข้า... ชื่อเดรญ่า จามาล”

14.  อิกกี้มีบางอย่างที่ชวนให้นึกถึงทะเลทราย แต่ไม่แห้งแล้งเท่า
15.  อิกกี้เป็นคนแห่งทะเล
16.  เดรญ่า—จากชื่อเสียงกระฉ่อนแห่งดูมดอว์นแล้ว—เขาเป็นเสมือนพายุอันโกรธกริ้ว พายุแห่งอำนาจ และอิกกี้ก็ติดตามพายุแห่งความโกรธาและอำนาจ

เจ้าชะงักฝีเท้า กะพริบตาปริบ “เดรญ่าผู้นั้นน่ะหรือ” เจ้าฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว พลางโค้งสวย ๆ ให้โดยเลียนแบบท่าของสตรีผู้ดี “ฝากตัวด้วยแล้วกัน อิกกี้

อิกกี้หลุดขำออกมานิดหน่อย "ทะลึ่งนักเชอร์ลีย์ ข้าจะออกเดินทางพรุ่งนี้แล้ว เจ้ามีเวลาเก็บของหนึ่งคืน ขอโทษที่ต้องรวบรัด"

17.  โอ้ เขาหัวเราะได้
18.  และขอโทษได้ด้วย

โอ ข้าสามารถทะลึ่งกว่านี้มาก” เจ้าไหวไหล่ รอยยิ้มขำระบายอยู่บนใบหน้า

พวกเจ้านัดเวลาและสถานที่จะพบกันในวันถัดไปคร่าว ๆ  ก่อนที่อิกกี้ก็สรุปว่า “ข้าจะพาเจ้าไปพบกัปตันพรุ่งนี้ แต่เจ้าจะได้ขึ้นเรือไหมก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาชอบเจ้าหรือเปล่า เพราะงั้นทำตัวดี ๆ ล่ะ”

“โอ๊ะโอ่...  ย่อมได้ ข้าจะเตรียมใจรอดูผลแล้วกัน พบกันก่อนเที่ยงยาม ว่าแต่—จะมีคำใบ้ให้ไหมขอรับว่าท่านเดรญ่าชอบคนทำตัวแบบใด ท่านรองกัปตัน

“ดูจากข้าแล้วเจ้าคิดว่าเขาเป็นคนแบบไหนล่ะ" อิกกี้หัวเราะหึ ๆ  “อีกอย่างเขาเป็นคนเลี้ยงข้ามาตั้งแต่สิบขวบก็ว่าได้”

19.  อิกกี้เป็นบุรุษผู้โชคดี

เจ้ากลั้วหัวเราะ “คนขี้หงุดหงิดแต่มีแววน่าค้นหากระมัง... ท่านโชคดีที่ได้อยู่ซื่อสัตย์กับใครมานานขนาดนั้น” ว่าแล้วก็กระแอมเล็กน้อย “ย่อมได้ ข้าจะลองเป็นในแบบที่คิดว่าท่านเดรญ่าอาจจะชอบแล้วกัน”

“ถ้าเจ้าโชคดีเจ้าก็จะได้อยู่นานโดยที่ไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเจ้าหรือเรือเช่นกัน”

20.  เขามองเห็นความเป็นไปได้ในแง่ร้าย ซึ่งก็ดี ดีแล้ว



The End.

Tuesday, 3 December 2013

[MIS Mission]-(7) Reginald Osbourne


Entry นี้เป็นส่วนหนึ่งของ

เกี่ยวเนื่องกับ Mission นี้





Characters: Reginald Osbourne, Sylvester Jones, mentioned Christopher Blank
Word count: 1,034







Re: 6 Things



1.      มีการบอกลา

1.1.   เรจินัลด์กอดคริส
1.2.   เขาบอกรักอีกครั้งหนึ่ง บวกถ้อยคำรักเข้ากับคำยืนยันที่ว่าจะกลับมา แต่เรจินัลด์ไม่เคยแน่ใจได้เลย ใช่ไหม  ไม่เคยมีหลักฐานยืนยันอะไรได้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น แม้แต่อีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้าก็เจือความไม่แน่นอน ชีวิตเป็นเช่นนั้น การมีชีวิตเป็นเช่นนั้น
1.3.   ในช่วงหลัง ๆ มานี้เรจินัลด์เชื่อมั่นในหลายสิ่งที่ไม่มีหลักฐานมากขึ้น การพูดในสิ่งที่เชื่อนั้น ไม่ได้ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังโกหก
1.4.   ตั้งแต่วันที่เรจินัลด์คุยกับคริสเรื่องภารกิจใหม่ เขาได้กล่าวไว้ว่า “จะกลับมาหาให้ได้ครับ
1.5.   เขาไม่ได้พูดคุยกับใครอื่นมากนักก่อนวันเดินทาง เรจินัลด์ไม่เคยชอบบอกลาใครนัก
1.6.   เรจินัลด์ถอดแหวนเก็บทิ้งไว้ในห้องนอนที่ปราสาท


2.      มีการเดินทาง

2.1.   เรจินัลด์ไปสนามบินเพียงคนเดียว
2.2.   เขาใช้เวลาชั่วครู่ในการยืนจ้องซองบุหรี่หลังเคาน์เตอร์ร้านขายของ แต่แล้วก็ไม่ได้ซื้อ พยายามตั้งสติให้แน่วแน่ว่าตั้งใจจะเลิกขาดให้ได้ แล้วก็นึกสงสัยว่าหากมีบางสิ่งผิดพลาดไป หากมีบางสิ่งผิดพลาดไปจริง ๆ เขาจะสามารถเดินจากบุหรี่แบบนี้ได้หรือไม่ หรือว่าจะต้องสูบสักมวนให้ได้
2.3.   หลายครั้งก็มีความดิ้นรนเจืออยู่ในพวกประโยคประมาณว่า “_____ให้ได้”


3.      มีการเตรียมตัว

3.1.   อากาศร้อน 32 องศาเซลเซียสที่มุมไบ
3.2.   เรจินัลด์ไม่ได้เอาของมามากนัก ทุกสิ่งที่พกมาดูเหมือนจะถูกนำออกมาใช้
3.3.   เขาพยายามนอนหลับให้เพียงพอในคืนวันนั้น ทว่าแม้จะไม่ได้ดื่มกาแฟมาตลอดวันก็ยังใช้เวลาสักพักกว่าจะนอนหลับสนิท มีเสียงแว่วมาจากข้างนอกเป็นระยะ ทำให้รู้ตัวว่าเขาเริ่มชินกับการนอนที่เงียบ ๆ เกินพอดีเสียแล้ว
3.4.   อุณหภูมิอากาศสูงกว่าที่เคยชิน แต่เขารู้สึกบางอย่างที่คล้ายคลึงกับความหนาวอยู่ตลอด  หากอากาศที่สูดเข้าปอดไม่ได้ทำให้รู้สึกโหวงเกินพอดี ก็ให้สัมผัสขึงตึงเกินสมควร แต่สุดท้ายเรจินัลด์ก็หลับได้
3.5.   เรจินัลด์คิดว่าเขาระวังเรื่องอาหารแล้ว แต่ท้องไส้ในเช้าวันต่อมาก็ปรับตัวไม่ค่อยได้กับอาหารที่นี่สักเท่าไร—หรือบางทีอาจจะไม่ใช่เพราะอาหาร
3.6.   ตกเย็นเรจินัลด์ก็เริ่มต้นปลอมตัว เขารู้สึกราวกับไม่ได้สวมเสื้อแขนสั้นมานานมาก—สีดำ เขาไม่ได้ใส่สีดำล้วนมานานมากเช่นกัน เขาใช้เวลาสักพักในการทาเปลี่ยนสีผิวให้เป็นสีออกน้ำผึ้ง แต่งหน้าให้รูปหน้าดูเปลี่ยนไปนิดหน่อย ก่อนจะสวมวิกผมดำน้ำตาลหยักศกที่ดูกลมกลืนกับบุรุษอินเดียทั่ว ๆ ไป


4.      มีการรอ

4.1.   เรจินัลด์พอจะรู้ว่าสายลับ 112 มักจะมาหาข้อมูลที่บาร์แห่งนี้ นับว่าเป็นบาร์ที่มีชื่อเสียงระดับปานกลางของมุมไบ แสงไฟในบาร์เป็นโทนสีเหลืองส้ม มีแขวนผ้าประดับบนเพดานที่มีโทนสีเดียวกัน เรจินัลด์ตัดสินใจสั่งเครื่องดื่มอันต่างจากที่ปกติจะชอบ แต่เขาก็ไม่ได้ดื่มมันจริง ๆ สักจิบหรอก
4.2.   เขานั่งอยู่ใกล้ประตู ในมือถือปืนขนาดเล็ก ภายในบรรจุเข็มมีพิษ ซึ่งแม้จะไม่ได้ทำให้ตายทันทีแต่ก็คงชะลอการเคลื่อนไหวของศัตรูได้หลายเท่า หากเป็นไปได้ก็อยากจะยิงให้โดนเป้าหมายแล้วหลบหนีออกไปไกลจากจุดนั้นก่อนที่ 112 จะทันได้รู้ตัวว่าใครเป็นคนลงมือ แต่เขารู้ตัวว่าตนเองไม่ได้มีความสามารถในการยิงปืนอันแม่นยำเป็นพิเศษ และไม่ได้มีข้อมูลเกี่ยวกับ 112 เพียงพอที่จะสามารถลอบยิงโจมตีโดยที่ไม่ต้องอยู่ในห้องเดียวกันกับเป้าหมาย เขาไม่แน่ใจเสียด้วยซ้ำว่า 112 จะมาที่นี่ในคืนนี้แน่นอนหรือไม่ แต่เขารู้—เขาค้นข้อมูลมาแล้วว่า 112 จะอยู่ที่มุมไบในช่วงเวลานี้ และชอบมาที่นี่
4.3.   เขาไม่เห็นใครที่คล้ายคลึง 112 ในคืนนั้น เรจินัลด์คาดว่า 112 อาจจะปลอมตัว
4.4.   มีคนคนหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะมีความสูงและรูปกายเท่า 112  เรจินัลด์เดินเข้าไปสั่งเหล้าเพิ่มเพียงเพื่อจะได้เหลือบมองคนผู้นั้นใกล้ขึ้น
4.5.   ข้อมูลไม่เพียงพอ—ไม่สิ เขาไม่มั่นใจ อย่างน้อย ๆ เขาควรจะได้ยินอีกฝ่ายพูดเสียก่อนเพื่อฟังดูสำเนียง แต่แล้วชายผู้นั้นก็จากบาร์นั้นไปก่อนที่เรจินัลด์จะทันได้ตัดสินใจลงมือ


5.      มีการทบทวน

5.1.   เขาดูคลิปวีดีโอกล้องวงจรปิดจากที่สาธารณะที่เคยแฮ็คมา ทบทวนรูปลักษณ์และข้อมูลของสายลับ 112 อีกครั้ง
5.2.   ไม่ใช่สิ่งที่เรจินัลด์สันทัด – การลงมือที่ไม่อาจเข้าไปเตรียมจัดการให้เบ็ดเสร็จแน่นอนโดยไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้านี้...
5.3.   เรจินัลด์ไม่ได้ลงมือเพราะว่าเขากลัวพลาด แต่เพราะว่าเขากลัวพลาดเกินปกติ
5.4.   “เรจจี้ ทำไมลูกถึงได้ชอบทำอะไรเสี่ยง ๆ นักนะ ต่อให้เป็นโอกาสหนึ่งในล้าน ถ้าแม่ป้องกันได้ก็ไม่ยอมให้เกิดขึ้นหรอก”—เดี๋ยว อันที่จริงแล้วการฉุกนึกถึงแม่ของเขาในเวลานี้ถือว่าผิดโอกาส


6.      มีคืนวันต่อสู้

6.1.   เขาไม่ต้องการให้ใครฉุกนึกจำหน้าคนเมื่อวานได้ จึงแต่งสีผิวให้รูปหน้าดูต่างจากเมื่อวานเล็กน้อย แม้จะเป็นผิวสีเดิมและเสื้อผ้าสีเดิม ส่วนวิกเขาตัดสินใจลองตัดให้สั้นลงจากเมื่อวานเล็กน้อย
6.2.   เขาพกยาพิษมากเท่าที่ทำได้ พกสนับมือหมุดแหลมอาบยาชาที่หวังว่าจะไม่ได้ใช้มันด้วย กับปืนแบบเดียวกันกับที่พกเมื่อวาน
6.3.   เรจินัลด์ลงมือ
6.4.  ________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________
6.5.   เขาหวังว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันที่ดีขึ้น






THE END.






*วิ่งตึก ๆ หายลงรูไป*